ผมฆ่าตัวเองช้าๆ เพราะผมไม่รู้วิธีผ่อนคลาย
โดย พอล แซมสัน
จนกระทั่งถึงเมื่อ 6 เดือนที่แล้วนี่เอง ก่อนหน้านั้นผมมีชีวิตด้วยความเร่งรีบ กระหืดกระหอบ ผมจะเกร็งตลอดเวลา ไม่เคยผ่อนคลายเลย ผมกลับบ้านทุกคืนหลังเลิกงาน เต็มไปด้วยความวิตกกังวลและเหนื่อยอ่อนจากความเหนื่อยล้าทางประสาท เพราะอะไรหรือครับ ก็เพราะไม่มีใครเคยพูดกับผมเลยว่า
“พอล คุณกำลังฆ่าตัวตายนะ ทำไมคุณไม่ชะลอใช้ชีวิตค่อยเป็นค่อยไป ทำไมไม่ผ่อนคลายล่ะ?”
ผมจะลุกขึ้นจากเตียงในตอนเช้าด้วยความรวดเร็ว ทานอาหารเร็ว โกนหนวดเร็ว แต่งตัวสวมเสื้อผ้าเร็ว ขับรถไปทำงานราวกับผมกลัวว่า พวงมาลัยจะหลุดลอยออกนอกหน้าต่างถ้าผมไม่จับยึดมันไว้แน่นๆ ผมทำงานเร็ว และก็รีบกระวีกระวาดกลับบ้าน พอตกกลางคืนผมก็พยายามจะนอนหลับให้ได้เร็วๆ
สภาพของผมตอนที่ไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีชื่อเสียงในดีทรอยส์ เขาก็บอกให้ผมรู้จักผ่อนคลายเสียบ้าง เขาบอกให้ผมคิดถึงการผ่อนคลายความตึงเครียดตลอดเวลา ให้คิดถึงมันแม้ในยามที่ผมกำลังทำงาน กำลังขับรถ กำลังกิน และแม้แต่กระทั่งพยายามจะหลับ
เขาบอกผมว่า ผมกำลังฆ่าตัวตายอย่างช้าๆ เพราะไม่รู้จักวิธีผ่อนคลาย
นับตั้งแต่นั้นมา ผมก็ฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ตอนผมเข้านอนกลางคืน ผมไม่พยายามหลับ จนกว่าจะผ่อนคลายกล้ามเนื้อทั้งตัวและลมหายใจของผมก่อน แม้แต่ตอนที่ผมตื่นขึ้นมาตอนเช้าๆ ผมจะรู้สึกว่าตัวเองได้พักเต็มอิ่มเป็นการพัฒนาก้าวใหญ่ทีเดียวสำหรับผม เพราะผมคุ้นเคยกับการตื่นตอนเช้าพร้อมกับอาการสะโหลสะเหล เนื้อตัวก็ตึงเครียดกดดัน แต่ตอนนี้ผมผ่อนคลายแม้ในยามกิน และแม้ในยามขับรถ ที่แน่ๆ ก็คือ ผมขับรถด้วยใจแทนที่จะขับด้วยประสาทที่เกร็งเขม็ง
สถานที่สำคัญที่สุดที่ผมผ่อนคลายก็คือที่ทำงาน มีหลายช่วงของวันทำงานที่ผมมักจะหยุดทำทุกสิ่งทุกอย่าง และพิจารณาตัวเองว่า ผมผ่อนคลายทุกส่วนหรือไม่
เดี๋ยวนี้พอมีเสียงโทรศัพท์ดังเข้ามา ผมก็ไม่เอื้อมรีบตะกุยตะกายคว้าราวกับใครบางคนกำลังพยายามจะตบตีผม และถ้าใครกำลังคุยอยู่กับผม ผมก็ผ่อนคลายได้เหมือนกับทารกกำลังหลับสนิท
ผลที่ตามมาเหรอครับ? เดี๋ยวนี้ชีวิตช่างน่าเพลิดเพลินและรื่นรมย์กว่าก่อนเยอะ ผมพ้นจากความเหนื่อยล้าของระบบประสาทและความวิตกกังวล อย่างชนิดไม่มีเหลืออีกเลย
จากหนังสือ How to stop worrying and start living, Dale Carnegie



ผมฆ่าตัวเองช้าๆ เพราะผมไม่รู้วิธีผ่อนคลาย













